รีวิว

รีวิว

รีวิว All New Honda CBR150R กับทริปทดสอบ กทม - เขาใหญ่

24 พ.ค. 2562

APHonda-Reviews-รีวิว All New Honda CBR150R กับทริปทดสอบ กทม-เขาใหญ่

 

APHonda-Reviews-รีวิว All New Honda CBR150R กับทริปทดสอบ กทม-เขาใหญ่

 

          อย่างที่เพื่อนๆหลายคนทราบกันดีว่าเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทางทีม Motor Rival เราได้รับเชิญจากทาง A.P. Honda ให้เข้าร่วมการทดสอบ All New Honda CBR150R รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นทริปทดสอบระยะไกล ที่ต้องขี่รถจากศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยของ Honda ไปกลับจากเขาใหญ่เป็นระยะทางราวๆ 400 กิโลเมตร

 

          อย่างไรก็ดีด้วยความที่ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมีนาคมเราได้เคยทดสอบเจ้า All New CBR150R คันนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งที่สนามฝึกซ้อม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ และเนื่องจากทริปทดสอบเขาใหญ่นี้รูปค่อนข้างน้อย เพราะขี่อย่างเดียว ดังนั้นเราจึงขอเล่าถึงฟิลลิ่ง รวมถึงใช้ภาพตรงนั้นควบคู่ไปกับความรู้สึกตอนขี่พระเอกไปเขาใหญ่ของเราไปแบบพร้อมๆกัน มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

 

          ส่วนเพื่อนๆคนไหนที่อยากทราบจุดเปลี่ยนในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถ เชิญคลิกตรงนี้ได้เลยครับผม

 

          เริ่มจากเครื่องยนต์บล็อกใหม่ของมัน ที่หากเทียบกับ CBR150R โฉมเก่า เราก็สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่า มันคือบล็อกใหม่หมดจด ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยสักนิด ทว่าว่าอันที่จริงแล้วเครื่องยนต์บล็อกใหม่ในปี 2019 CBR150R ที่ว่านี้ ก็คือบล็อคเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน CB150R คู่แฝดล่างแน็คเก็ทของมัน

 

          ดังนั้น “ลักษณะของเครื่องยนต์” ใน 2019 CBR150R นี้ ก็จะถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จากตอนแรกในโฉมเก่าตัวเครื่องยนต์สูบเดียวของมันจะเป็นแบบ “ลูกโต x ชักสั้น” 149cc ในโฉมใหม่นี้จะเปลี่ยนเป็นแบบ “ลูกเล็ก x ชักยาว” 147.3cc แทน และผลที่ได้ก็คือ อัตราเร่งในช่วงรอบต่ำตั้งแต่ออกตัวจนถึงราวๆ 8,000  รอบ/นาที ตัวเครื่องยนต์สามารถตอบสนองและผลักดันตัวรถให้ทะยานออกไปข้างหน้าได้ดีมากๆ เรียกได้ว่าติดมือเลยทีเดียว เพราะมีแรงบิดสูงสุดให้เรียกใช้ถึง  37.7 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 7,000 รอบ/นาที

 

          ทว่าว่าในขณะเดียวกัน กลับกลายเป็นว่าในช่วงรอบบปลาย (ช่วงเกือบ 9,000 รอบ จนถึงเรดไลน์ที่ 10,500 รอบ/นาที) ตัวเครื่องยนต์ไม่สามารถไต่ความเร็วขึ้นไปได้กระชับกระเฉงเท่าไหร่นัก ส่วนความเร็วสูงสุด ที่ผู้ทดสอบทำได้ก็อยู่ที่  140  กิโลเมตร/ชั่วโมงตามมาตรวัดเท่านั้น (ลบ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมงโดยประมาณ หากวัดจาก GPS) เนื่องจากรอบตัดแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันต่างจากโฉมก่อนหน้าพอสมควร เพราะโฉมเก่ายังมีรอบเหลือให้ลากต่อได้อีกถึงเกือบๆ 2,000 รอบ เมื่อทำความเร็วระดับเดียวกันนี้ที่เกียร์ 6  ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยจัดว่าประหยัดมากๆ เพราะอยู่ที่ราวๆ  46 กิโลเมตร/ลิตร ( อ้างอิงตามข้อมูลบนมาตรวัด ซึ่งเมื่อคำนวณจริงแบบคร่าวๆแล้ว ถือว่าใกล้เคียงพอสมควร) แม้ว่าตัวผู้ทดสอบจะขี่แบบเค้นรอบมากก็ตาม

 

          ด้าน “ท่านั่งรวมถึงการควบคุมตัวรถ” ที่ในสัมผัสแรกตอนผู้ทดสอบได้ลองนั่งคร่อมดูนั้น พบว่าตัวรถมีความเพียวบางกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับ CBR150R รุ่นแรกมาก ทั้งในส่วนของความกว้างตัวเบาะเอง รวมถึงถังน้ำมันที่มีการบีบทรงตรงหว่างขาให้แคบลง ส่วนปลายเท้าทั้งสองข้างก็สามารถแตะพื้นได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลอะไรเพราะเบาะสูงแค่เพียง  787  มิลลิเมตรเท่านั้น

 

          ส่วนตัวแฮนด์บาร์ แม้ทาง A.P. Honda จะบอกว่าพวกเขาได้ให้วิศวกรปรับตำแหน่งความสูง องศา และระยะแฮนด์ใหม่ เพื่อให้ท่านั่งโดยรวมของผู้ขี่มีท่วงท่าตอนควบคุมในแบบสปอร์ตไบค์มากขึ้น แต่เมื่อลองจับแฮนด์ทั้งสองข้างแล้วลองโน้มตัวลงไปจริงๆ ส่วนตัวผู้ทดสอบกลับพบว่า มันยังคงให้ความรู้สึกเป็นกึ่งๆทัวริ่งอยู่อย่างเห็นได้ชัด เพราะถึงยังไงเจ้า CBR150R คันนี้ก็ต้องออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

 

          ดังนั้นหากต้องพลิกเลี้ยวตัวรถไปมาแบบเพื่อมุดช่องจราจร หรือหลบหลุมร่อง ฝาท่อต่างๆ ก็ถือว่าด้วยลักษณะตำแหน่งแฮนด์แบบนี้ รวมถึงทรงถังน้ำมันและเบาะนั่งที่เพรียวบางแบบนี้ ถือว่าเหมาะเป็นอย่างยิ่งถ้าจะใช้งานในเมือง เพราะตัวรถสามารถพลิกรถไปมาได้พริ้วมากๆ ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยความที่ตัวรถเบาเพียง  137  กิโลกรัมเท่านั้น (น้ำหนักของรุ่น ABS ที่ตัวผู้ทดสอบได้ขี่) ขณะที่พอได้ลองใช้งานแบบขี่ท่องเที่ยวระยะไกลแล้ว ก็สามารถนั่งแช่ได้ยาวๆไม่พบอาการปวดเมื่อยหลังหรือข้อมือเลยสักนิด เนื่องจากระยะแฮนด์ค่อนข้างติดกับตัวผู้ขี่ ทำให้ไม่ต้องโน้มตัวไปข้างหน้ามากนัก หรือแทบจะหลังตรงเลยก็ว่าได้

 

          ในขณะเดียวกัน ถ้าถึงเวลาที่ต้องหมอบ ด้วยความที่องศาแฮนด์ไม่ได้งุ้มลงต่ำมากนัก จึงส่งผลให้ช่วงท้ายทอยของตัวผู้ทดสอบเมื่อเมื่อต้องหมอบเป็นเวลานานๆ (ไม่เกิน 10 วินาทีก็เริ่มรู้สึกแล้ว) เนื่องจากช่วงหัวไหล่ทั้งสองข้างไม่ได้กดลงตามแนวตัว และปีกหลังบีบเข้าหากันจนเกิดอาการเมื่อยที่บริเวณดังกล่าว (ถ้าเพื่อนๆ ที่เป็นสายหมอบน่าจะเข้าใจอาการนี้นะครับ ว่าพอเราหมอบกับรถที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อหมอบมากจะเป็นอย่างไร)

 

          อย่างไรก็ดีในเรื่องของการโหนตัวรถเพื่อเอียงตัวรถเข้าหาโค้ง ก็ถือว่าไม่ตขิดตขวงใจอะไรนัก เพราะถ้าหากเทียบกับ CBR150R รุ่นเก่า แน่นอนว่าการวางองศาแฮนด์บาร์ของรุ่นใหม่ให้ความรู้สึกพร้อมโหนทิ้งโค้งมากขึ้นตามที่ทางผู้ผลิตบอกจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้นตำแหน่งพักเท้าเองก็จัดตำแหน่งใหม่ให้ถอยไปข้างหน้า และยกสูงขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน ทำให้ผัวผู้ขี่สามารถเอียงตัวรถได้เยอะกว่า เนื่องจาก Sensor พักเท้าขูดพื้นยากขึ้นนั่นเอง

 

          “ระบบเบรค” เองแม้ว่าด้านหน้าจะยังเป็นแบบโฟลทติ้งเมาท์  2 พอร์ท ไม่ใช่แบบนี้เรเดียลเม้าท์ 4 พอร ์ท เหมือน CB150R แต่เอาจริงๆ ด้วยประสิทธิภาพที่ตัวผู้ทดสอบสัมผัสได้ ถือว่าเท่านี้ก็เกินพอแล้วสำหรับการหยุดยั้งตัวรถที่หนัก 137 กิโลกรัม (และ 135 กิโลกรัมในรุ่นที่ไม่มีระบบ ABS ) กับเครื่องยนต์ 150cc กำลังสูงสุด 17.1  แรงม้าของมัน นอกจากนี้ในตัวรถที่ผู้ทดสอบได้ใช้ก็ยังมีระบบ ABS มาให้ ดังนั้นจึงหายห่วงไปได้เลยสำหรับการหยุดชะลอตัวรถ แบบธรรมดาและแบบฉุกเฉิน (ในกรณีเบรกฉุกเฉินตัว CBR150R ใหม่นี้ จะมีระบบ E.S.S หรือไฟฉุกเฉินสว่างวาบขึ้นมาเพื่อแจ้งเตือนคนข้างหลังด้วย)

 

          ด้าน “ระบบกันสะเทือน” ที่ในตอนแรกตัวผู้เขียนเองก็เสียดายไม่แพ้เพื่อนๆเช่นกันว่า ไหนๆก็เปิดตัวใหม่ทั้งทีทำไมไม่ให้โช๊คหน้าหัวกลับแบบเดียวกับที่อยู่ใน CB150R แล้วกลับยังเป็นแบบตะเกียบคู่ธรรมดาที่ดูแล้วไม่หล่อเหลาเท่าคู่แข่งขันอื่นๆ เสียอย่างนั้น แต่พอผู้ทดสอบได้ลองใช้งานจริงๆแล้วกลับพบว่า ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่ทาง Honda ได้เพิ่มเข้ามาใน CBR150R รุ่นใหม่นี้ อย่างการเพิ่มตัวปรับฟรีโหลดหัวโช๊คด้านหน้า และระบบกระเดื่องทดแรงที่ทำเพิ่มขึ้นมาเพื่อเสริมโช๊คหลังที่สามารถปรับฟรีโหลดได้ 5 ระดับนั้น ทำให้ตัวผู้ทดสอบต้องเปลี่ยนความคิด และคำสบประมาทที่ให้ไว้ตอนแรกทันที

 

          เพราะแม้รูปลักษณ์จะไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ด้วยการที่มันเอื้อให้ผู้ขี่สามารถเซ็ตความแข็งอ่อนของโช๊คทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้ ทำให้เกิดความสนุกในการใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในตอนแรก ผู้ทดสอบมองว่า ถ้าเซ็ทโช้กให้มีความแข็ง/อ่อนประมาณนี้ ตัว All-New CBR150R จะเหมาะแค่กับการใช้งานในเมืองเท่านั้น เพราะตัวรถสามารถพลิกเลี้ยวได้ไว ซอกแซกไปมาได้คล่องตัว แต่กลับให้ความรู้สึกไม่ค่อยมั่นคงตอนที่ต้องเบรคหนักๆ เพราะใช้โช๊คยุบไว และถ้าสาดโค้งแรงๆก็จะไม่สามารถออกโค้งแบบนิ่งๆ ด้วยการเปิดคันเร่งเต็มที่ได้ เพราะช่วงท้ายพร้อมจะมีอาการย้วยค่อนข้างมาก หากเลี้ยวด้วยความเร็วสูง

 

          แต่พอตัวผู้ทดสอบได้ให้ทีมช่างเข้ามา setting รถใหม่ด้วยการปรับความเร็วสปริงทั้งหน้าและหลังให้แข็งที่สุดตัวผู้ขี่ก็สัมผัสได้ทันทีว่า ฟิลลิ่งความรู้สึกของเจ้า CBR150R คันนี้นั้นเปลี่ยนไป มันสามารถรับแรงกดที่ล้อหน้าตอนเบรคหนักๆได้อย่างมั่นคง และสามารถเข้าโค้งได้นิ่ง มั่นใจสุดๆ ส่วนตอนเปิดคันเร่งออกโค้งนั้นอาจจะมีอาการย้วยอยู่บ้าง เพราะอย่างที่บอกว่าตัวผู้ทดสอบเองหนักถึง 90 กิโลกรัมแต่อย่างน้อยด้วยการ Setting โช๊คหลังแข็งสุดแบบนี้ก็ทำให้ท้ายรถนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตอนแรกที่ไม่ได้ปรับเซ็ทอะไรเลย

 

          สรุป All-New Honda CBR150R ที่มาพร้อมกับสโลแกนใหม่ว่า “The One Reborn” นั้น ถือว่าเป็นการเกิดใหม่ที่ค่อนข้างพลิกโจทย์ไปจากโฉมก่อนพอสมควร เพราะในภาพรวมมันมีนิสัยที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องพละกำลังของเครื่องยนต์ในช่วงรอบต่ำที่ติดมือ ระบบกันสะเทือน ฐานล้อ แฮนด์บาร์ที่ออกแบบมาให้ผู้ขี่สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างคล่องตัว และขนาดตัวรถที่เน้นความเพรียวบาง ดังนั้นสำหรับเพื่อนๆที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักน่าจะถูกใจกับเจ้านี่พอสมควร

 

          ในขณะเดียวกัน ถ้าพูดถึงการใช้งานระยะไกล แม้ว่าท่านั่งจะมีความสะดวกสบายค่อนไปทาง Sport Touring  และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีจนน่าตกใจ เพราะในบางจังหวะถ้าขี่แบบร่องความเร็วไปเรื่อยๆกูขี่สามารถปั้นขึ้น 52 กิโลเมตรต่อลิตรได้เลยทีเดียว ถ้าใช้ความเร็วเฉลี่ยแล้วราวๆ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ด้วยความที่ยังไงเจ้า CBR 150R  คันนี้ก็มีขนาดความจุเครื่องยนต์ที่เล็กเพียง 147.3cc  กับแรงปลายที่หายไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงอัตราทดเกียร์ที่ไม่เน้นความเร็วปลาย ดังนั้นจึงยังไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นักที่จะใช้เดินทางไกลๆด้วยความเร่งรีบ เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนๆจะใจรักและไม่หวั่นจริงๆกับการเดินทางที่ต้องใช้ระยะเวลานานๆ

 

          สำหรับ All-New Honda CBR150R ในรุ่น STD ที่เป็นสีน้ำเงินด้าน กับ ดำด้าน มีราคา 92,000 บาท และในส่วนของ abs  ที่เป็นสีแดง A.P. Honda Racing และสีส้ม Repsol จะขยับขึ้นมาอีกนิดเป็น 98,900 บาท ซึ่งถามว่าคุ้มค่าหรือไม่อันนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับเพื่อนๆแล้วล่ะครับว่าจะมองที่มุมไหนและเน้นใช้งานมันอย่างไรกันแน่


Source: https://www.motorival.com/2019-honda-cbr150r-khaoyai-trip/

รีวิวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รีวิวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

รีวิวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

6 ส.ค. 2562 | Test Ride ALL New Honda CBR150R (2019)

Test Ride ALL New Honda CBR150R (2019)

อ่านต่อ

╱╲

กลับขึ้นด้านบน

ผลิตภัณฑ์

เปรียบเทียบรถ

ตัวแทนและศูนย์บริการ