Book your Bike Now!

When Life Has Been Led with Passion.

Suki - Noi:

ตัวจริงต่างขั้วที่ไหลเวียนด้วยแพชชั่น

นอกจากบอร์ดประชุมของโรงแรม เดอะ สุโกศล โรงแรมของครอบครัวสุโกศลแล้ว กมล (สุกี้) และ กฤษดา (น้อย) สุโกศล แคลปป์ ก็ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ เพราะเวลาได้ใช้ร่วมกันส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวงดนตรีของพวกเขา ซึ่งก็อัลบั้มชุดล่าสุดของพรูก็ต้องนับย้อนเวลากลับไปราว 13 ปีก่อนเลยทีเดียว

วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้เห็นสุกี้-น้อย อยู่พร้อมหน้าอีกครั้ง เนื่องจากทั้งคู่เกิดไอเดียสนุกลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ Monkey ให้กลายเป็นรถประจำตัวสองพี่น้อง เราจึงได้พูดคุยกับทั้งคู่ถึงชีวิตที่ผ่านมาที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเองจนเรียกได้ว่าคนละขั้ว

สุกี้ นักธุรกิจ ผู้หลงใหลมอเตอร์ไซค์ที่กำลังหาทางให้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการไบค์เกอร์ ขณะนี้เป็นคุณพ่อลูกอ่อนที่กำลังกลับไปเล่นกล้ามด้วยความบ้าคลั่ง

น้อย ศิลปินที่ติสต์ที่สุดในสายตาพี่ชาย กำลังจะมีผลงานเพลงชุดใหม่ และยังหาโอกาสที่จะสนุกกับงานแสดงที่เขารักอยู่เสมอ โดยที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการค้นหาของเก่า ชื่อของเขาในวงการคือ ‘เฮียน้อย’

แม้ว่าทั้งคู่จะมีเส้นทางที่ต่างกัน แต่น่าแปลกใจว่าเมื่อสืบค้นไปถึงชีวิตแล้ว พวกเขามี ‘คีย์เวิร์ด’ ในชีวิตที่เหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งคีย์เวิร์ดเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกันได้ใต้บรรทัดนี้เลย

• Passion นำชีวิต

ถึงจะมีความสนใจที่แตกต่าง แต่ความเป็น Genuine ของทั้งคู่กลับเข้มข้นและสอดคล้องพอดีกัน เพราะทั้งคู่ต่าง จริงใจกับความรู้สึก และไปให้สุดกับสิ่งที่รักจนเป็นตัวจริง

สุกี้: ชีวิตผมนำด้วยแพชชั่นมาตั้งแต่เด็ก แล้วคำว่า ‘แพชชั่น' ในภาษาไทยไม่มีนะ ลองคิดดูดิ มันบ่งบอกถึงสังคมเราเยอะนะว่ามันไม่มีคำนี้อยู่ ผมรู้ตัวว่าอยากเป็นร็อกสตาร์ตั้งแต่อายุ 12 อยากเล่นดนตรีอยากเปิดค่ายก็ได้เปิด ผมทำเบเกอรี่มิวสิกตอนอายุ 23 ช่วงวัยนั้นมันคิดไม่เป็น มันกล้าทำ ไม่กลัว มันดื้อมันไม่มีอะไรจะเสียก็ชกแหลก ใช้แพชชันในการการทำค่ายล้วนๆ ใช้กึ๋น ใช้เซนส์ ว่าไอ้ป็อด (โมเดิร์นด็อก) มันต้องดังแน่ๆ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ไม่ได้ดูตัวเลขเลยจนวันนึงค่ายเจอวิกฤติก็เลิกกับดนตรีไป

หลังจากขายเบเกอรี่มิวสิกไปผมก็มีแพชชั่นกับมอเตอร์ไซค์ ก็อยากขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวแล้วให้คนอื่นจ่ายตังค์ให้ ก็เกิดเป็นรายการ Dream Catcher ซิ่งล่าฝัน ผมทำแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต อย่าง 3 ปีที่แล้วผมอินกับ EDM ไปรู้จักแก๊งเพื่อนใหม่ก็ออกมาเป็นโปรเจกต์ Monkey Disco Boy ส่วนตอนนี้ผมกลับมาเล่นกล้ามอีกครั้ง มีแพชชั่นกับมัน ผมไม่ยอมแก่ ตอนนี้ 48 แล้ว แต่ในหัวผมยังอายุ 16 อยู่เลย คือผมเชื่อว่าทุกคนเป็นเด็กหมด ถึงแม้จะอายุ 70 - 80 แล้วก็ตาม แต่สังคมต่างหากที่มันบังคับให้เราต้องโต

น้อย: ชีวิตผมไม่ได้มีแพชชั่นชัดเท่าสุกี้ สุกี้บ้ากีตาร์ ตั้งแต่อยู่ ป.5 ก็รู้ทิศทางชีวิต แล้วว่าชอบเล่นร็อกแอนด์โรล ช่วงนั้นก็มีวงกันด้วยนะ แต่หลังจากนั้นมาน้อยก็จะบ้ากีฬามากกว่า น้อยจะเป็นนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียน เล่นได้หมด แต่จะเก่ง 3 อย่างคือเบสบอส เทนนิส และฟุตบอล น้อยก็จะเก่งที่สุดของโรงเรียน เราก็จะคิดว่าเราเก่งนะ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยที่เมืองนอกก็เริ่มรู้แล้วว่าเราสู้เค้าไม่ได้ เพราะอยู่ที่นี่ เราเป็นปลาใหญ่ในบ่อเล็ก อยู่ที่นู่นมันเป็นอีกระดับจริงๆ การฝึกฝนมันคนละระดับกับคนไทย อยู่มหาลัยก็อยู่ทีมบีของฟุตบอลแต่ก็สู้มหาลัยทีมอื่นไม่ได้

ช่วงมหาวิทยาลัยก็เป็นช่วงที่เรามีแพชชั่นกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ทั้งเรื่องการตกแต่งห้อง เป็นที่มาที่ทำให้เราบ้าของเก่าจนถึงทุกวันนี้ รวมไปถึงเรื่องการแสดงตอนนั้นน้อยเลือกเรียนด้านมานุษยวิทยา ซึ่งเป็นการเรียนที่ศึกษาเรื่องคน ในเวลาเดียวกันเราก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องมีเวทีที่ต้องปลดปล่อยอารมณ์ เพราะเราเองก็เป็นคนนิ่งๆ มีหลายอย่างที่เราเก็บไว้ในตัวเอง น้อยก็เลยเริ่มสำรวจตัวเองและเริ่มผสมกับการเรียนรู้ของคน เราก็เลยตัดสินใจเรียนวิชาโทด้าน Theater Art เรียนรู้เกี่ยวกับการแสดงเพื่อทำความเข้าใจคน หลังจากนั้นช่วง 20 ต้นๆ น้อยก็ไปอยู่นิวยอร์ก และพยายามเป็นนักแสดงละครเวทีให้ได้

• Fail เพื่อค้นหา

สองพี่น้องต่างขั้วต่างความฝัน กลับผ่านความผิดหวังในระดับบอบช้ำพอกัน คนหนึ่งเคยพลาดหวังกับการเป็นนักแสดงที่นิวยอร์ก อีกคนเคยจำใจโบกลาค่ายเพลง ที่ปลุกปั้นมากับมือ แต่ไม่เคยกลัวเจ็บและไม่เคยหมดความสนุกในการค้นหาจุดสมดุลก่อนก้าวสู่การเป็นตัวจริงในทุกสิ่งที่หลงใหล

น้อย: น้อยไม่เชื่อว่า If you put your heart and mind you can make it. แน่นอนว่าคุณต้องพยายาม 100% แต่ในเวลาเดียวกันคุณต้องมองออกว่าความสามารถของคุณไปไกลได้เท่าไหนจริงๆ และบางทีมันก็ยากที่จะบอกตัวเองว่า ฉันว่าฉันไม่เก่งพอหว่ะ ไม่ว่าฉันจะพยายามเท่าไหน น้อยก็มองคนอื่น แล้วก็บอกตัวเองว่าเรื่องกีฬาไอไม่เก่งขนาดนั้นแม้แต่พยายามแค่ไหนน้อยว่าน้อยก็คงสู้ไม่ได้ เรื่องการแสดงก็ด้วย ชีวิตในนิวยอร์ก 5 ปี ที่พยายามเป็นนักแสดงละครเวที เราทุ่มเทกับมันมาก เราก็เรียนด้านการแสดงฝึกฝน ใช้ชีวิตเหมือนนักแสดงทั่วไป กลางคืนเสิร์ฟร้านอาหาร กลางวันก็เป็นช่วงออดิชั่น เรียนด้านการแสดง แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ โอกาสมันน้อยมากจริงๆ ตอนที่น้อยไปอยู่นิวยอร์กตอนไปออดิชั่นก็ไปเจอนักแสดงอายุ 45 ปี เค้าก็พยายามมาตั้ง 25 ปี เค้าก็ยังทำอยู่เพราะเค้ารักการแสดงมากจริงๆ เค้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรอย่างอื่นแล้ว น้อยสารภาพว่าน้อยไม่ได้รักการแสดงเท่าพวกเค้า น้อยก็เริ่มรู้ว่าเราไม่ได้รักในจุดนี้มากพอ มีนักร้องหลายคนที่ร้องเก่งกว่าน้อยเยอะเลย แต่ก็อาจจะไม่ได้ไปไกลกว่านั้นได้

สุกี้: ช่วงแย่ที่สุดคือเบเกอรี่เป็นหนี้ 60 ล้าน ตอนที่ไม่มีตังค์ เป็นช่วงที่ผมโต แต่บางทีการเติบโตมากไปมันก็ทำให้ผมไม่กล้า กลัวไปหมด ผมเป็นคนที่หาคำตอบให้ชีวิตหลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างเดียวที่ผมคิดว่าหาคำตอบเจอแล้ว คือทุกอย่างมันต้องสมดุล ทุกวันนี้ผมบาลานซ์เรื่องธุรกิจได้และใช้แนวคิดนี้จนถึงวันนี้ ผมยังคงใช้กึ๋น และแพชชั่นตั้งต้นในการทำงานอยู่ เพียงแต่มองดูตัวเลข แล้วเอาตัวเลขในบัญชีมาประกอบการลงมือ แต่อย่านำด้วยตัวเลขทั้งหมด ไม่งั้น...พัง

จำได้เลยว่าตอนผมจะขายเบเกอรี่ คุณแม่มาบอกว่าเป็นห่วง ตอนนั้นผมก็บอกจะห่วงทำไมเราก็ได้ตังค์มานะ แต่พอออกมาจริงๆ ผมเข้าใจเลย เบเกอรี่มันเป็นชีวิตเรา เบเกอรี่มันก็กลายเป็นอย่างอื่นไปแล้ว เราไปเดินเล่นที่ร้านดีเจสยามไปยืนดูเทปออกใหม่ของเบเกอรี่เราก็บ่น ‘ปกห่วยว่ะ เรียงเพลงไม่เป็นว่ะ’ แล้วผมก็มาคิด เออ...มันไม่ใช่บริษัทเราแล้วว่ะ เข้าใจคำที่คุณแม่บอกห่วงตอนนั้นเลย ตอนแรกไม่เข้าใจ หลังจากที่เดินออกมาแล้วสิ เข้าใจเลยว่าแปลว่าอะไร ผมเป็นคนที่รู้มาตลอดว่าชีวิตจะทำอะไร รู้ว่าอายุ 12 จะเล่นดนตรี แต่พออายุ 35 เจอแบบนี้ไปแล้วงงแดกเลย ทำตัวไม่ถูก

• Go on Genuine life! เป็น - อยู่ อย่างตัวจริง

สรุปบทเรียน Genuine Life ผ่านผลลัพธ์ของความสนุก ความกล้าบุกลุยพิสูจน์ ความรักความฝันต่างขั้ว ท้ายสุดเราอาจแค่ต้องสนุกไปกับเรื่องแสนจริงจัง และ ทุ่มเทให้สุดกับเรื่องเล่นๆ

สุกี้ : หลังจากเฟล ผมก็มานั่งคิดทบทวนว่าตัวเราทุ่มเททํางานมาตั้งแต่อายุ 22 มันคงต้อง ถึงเวลาเที่ยวเล่นบ้างแล้ว เพื่อค้นหาความหมายผ่านการการผจญภัยครั้งใหม่ในชีวิต ระหว่างนั้น ผมก็ไปเดิน RCA แล้วดูมอเตอร์ไซค์ เออสวยว่ะ ผมไม่เคยเที่ยวประเทศไทยมาก่อน ผมก็บอกตัวเองว่า ผมจะไม่ทำงาน ผมจะ เที่ยวกับมอเตอร์ไซค์อย่างเดียว

ผมไม่ใช่คนพุทธนะ แต่สำหรับผมมอเตอร์ไซค์มันคือกายภาพบำบัด นิสัยคนเรามันอยู่กับอนาคตหรือไม่ก็อดีต ศาสนาพุทธสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน เมื่อไหร่ที่ รถ คนขับ ถนน มันซิงก์กันมันมหัศจรรย์มาก ความสุขมันคือตรงนั้น

ความเฟลจากเรื่องเบเกอรี่ก็หายไปเลย เหมือนผมไปเจอของเล่นใหม่ จากที่ผมมีกีตาร์อยู่ 54 ตัว ผมขายไปเกือบหมดเลย เหลือเก็บไว้อยู่ 6 ตัว แล้วไปซื้อมอเตอร์ไซต์มาอีก 7 คัน (หัวเราะ) เราโชคดีที่เราไปเจออะไรใหม่ ที่เอาความรู้สึกแย่ๆ ไปลงกับมัน ตอนนั้นผม ช่างแม่งดนตรีเลย ไม่สนใจเลย แล้วผมจำได้เลยว่าตอนนั้นผมไปเกาะลันตา ผมดูทีวีแล้วก็รู้สึกว่ารายการท่องเที่ยวมันห่วยว่ะ จะเยี่ยมน้ำตกกี่ทีวะ น้ำตกอีกละ ผมก็เลยคิดว่า ผมจะทำรายการทีวีคือ Dream Catcher มันก็กลับไปเรื่องแพชชั่นเหมือนเดิม ซึ่งก็ทำให้ผมจัด Gypsy Carnival ทำค่ายมวย MMA วันก่อนคุยกับภรรยาว่า อยากทำวงแล้วเล่นในผับเล็กๆ ภรรยาบอกเป็นไปไม่ได้ พอยูทำยูก็จะไม่หยุดแค่นี้ (หัวเราะ)

น้อย: ช่วงเวลา 5 ปีในนิวยอร์กมันเป็นสุดยอดประสบการณ์ในชีวิตจริงๆ ทุกคนที่เก่งที่สุดในโลกมาที่นี่หมด บรรยากาศมันทำให้เราพัฒนาตัวเองทำให้เราเก่งไปด้วยเป็นประสบการณ์ที่ดีในการค้นหาตัวเองแม้แต่เราจะเฟลนะครับ มองย้อนกลับไปมาดีมากเลย

ตอนสมัยทำพรูก็มีคนแซวว่าเราเป็นน้องชายสุกี้ทำอัลบั้มได้เลย เริ่มหมั่นไส้เป็นเด็กโชคดี แต่มันก็ทำให้เราอยากพิสูจน์ตัวเองช่วงนั้น ผมก็คิดว่าเค้ายังไม่รู้ว่ากูเคยเฟลมาเยอะ (หัวเราะ) อยู่นิวยอร์กแล้วก็เฟลตั้ง 5 ปี น้อยต้องไปออดิชั่นเข้าแถวยาวๆ มันยาก

จริงๆ คัดเลือกหลายขั้น ตลอด 5 ปี ออดิชั่นไปทั้งหมด 100 ที่ ได้เล่นจริงบ้างทั้ง 5 ปี มีได้เล่นบ้าง มันไม่ใช่บรอดเวย์ บทเอกก็ได้เล่นครั้งเดียวเอง (หัวเราะ)

ที่จริงแล้วน้อยทำวงพรูตอนอายุ 31 สำหรับเมืองไทยคือช้ามาก สายมากเลย แต่ด้าน ดนตรีก็เป็นอีกช่วงนึงของชีวิตของการค้นหาตัวเอง ช่วงนั้นก็เศร้าที่สุดในชีวิตเลยนะ หลังจากกลับมาจากนิวยอร์ก เพราะว่าน้อยก็ทำงานเบื้องหลังที่เบเกอรี่มิวสิก เขียนประวัติให้โมเดิร์นด็อก เขียนให้โจอี้บอย ยังไม่เป็นน้อยวงพรู ก็กำลังอยากทำเพลงก็คุยกับสุกี้ว่าเอ้ยอยากทำอัลบั้ม เมื่อไหร่ดีวะ ซึ่งตอนนั้นเราเองก็เป็นช่วงค้นหาตัวเองอีกรอบนึง ตอนนั้นชีวิตก็แย่ๆ ผู้หญิงที่เจอก็ไม่ใช่ อยากมีแฟนก็หาไม่ได้ จะมีอัลบั้มจะย้ายไปอยู่ค่ายแกรมมี่ อาร์เอสก็ไม่ได้ พี่ชายก็มัวแต่บริหารเบเกอรี่ เมื่อไหร่จะทำวงกันสักทีวะไอ้ห่า กูก็อายุจะ 30 แล้ว จนวันนึงที่สุกี้พร้อมมาเริ่มทำด้วยกัน แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่สาย ตอนนี้น้อย 47 น้อยก็รู้ว่า แต่ถ้าผลงานเราดีน้อยว่ามันก็ยังไปได้

ถึงทั่้งคู่จะออกตัวว่า “ท้ายสุดทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลงาน ถ้าเป็นตัวจริงจริงๆ อายุเท่าไหร่ก็ยังมีโอกาสอยู่เสมอ” แต่เรื่องราวการพิสูจน์ตัวเอง และความพยายามเพื่อสิ่งที่หลงใหลนั้นกลับทำให้เราเชื่ออย่างหนักแน่นว่า ‘แพชชั่น' คือคีย์เวิร์ดสำคัญของการเป็นตัวจริง