Book your Bike Now!

When an Architect Becomes a Collector

“คุณลองอายุ 52 ดูดิ อายุมันเยอะ ของก็เยอะ แล้วเราก็ซื้อเก็บแต่ของที่เราชอบเท่านั้น มันเลยกลายเป็นเราสะสมไปโดยไม่รู้”

คำพูดของสถาปนิกแถวหน้าของเมืองไทย ด้วง - ดวงฤทธิ์ บุนนาค นักสะสมเรื่องราว และความน่าสนใจผ่านการสะสมที่มอบ คุณค่าให้ตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็น ผลงาน ศิลปะ แผ่นเสียง รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ มาร่วมสำรวจตัวตน และโลกที่สถาปนิกคนนี้หลงใหล กับการเดินทางด้วย 2 ล้อ พาเขาไปเจออะไร เชื่อมโยงกับโลกแห่งการสร้างสรรค์ได้อย่างไร คำตอบอยู่ด้านล่างบรรทัดนี้

คุณเองเคยประกาศกล้าว่า “วันหนึ่งจะเป็นสถาปนิกไทยที่ทั้งโลกต้องรู้จัก?” มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอกครับ ก็มีเพื่อนถามตอนเรียนจบปริญญาตรี เราก็แค่บอกเพื่อนว่ามีความฝันแต่เรามองว่าคนไทยก็เป็น คนมีความสามารถ มันน่าจะมีสถาปนิกไทยที่ทั้งโลกรู้จักได้


ช่วงชีวิตและมุมมองทางงานออกแบบในรั้ว Architectural Association School of Architecture (AA) ในลอนดอน มันให้อะไรคุณบ้าง? มันเปิดโลกใหม่ให้ผมเลยล่ะ หลังจากจบปริญญาตรี ทำงานได้ 2 - 3 ปีก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่นี่ มันตื่นตาตื่นใจมาก เพราะได้เจอสถาปนิกดังๆที่เราเคยเห็นแต่ในหนังสือ รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม ยุคที่ผมไปอยู่มันมีการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมเยอะมาก มันเป็นช่วงที่ความคิดต่างๆ เฟื่องฟูหลากหลาย สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ เราเลยต้องทำงานหนักมากในเรื่องของความคิด ผมว่ามันดีมากที่ผมไปอยู่อังกฤษช่วงนั้น เพราะผมได้ซึมซับความคิดใหม่ๆ ทางด้านสถาปัตยกรรม ด้านการออกแบบเข้าไปเต็มที่ วัฒนธรรมในอังกฤษก็จะเปิดรับความคิดที่หลากหลายและไม่ได้มีความเชื่อหรือความเห็นเพียงหนึ่งเดียว มันทำให้เราได้เห็นสังคมที่มันไม่มีการครอบงำทางความคิด ทุกคนมีอิสระที่จะคิด ที่จะพูด ที่จะแสดงออก ซึ่งมันก็เหมาะกับนิสัยของเราที่กล้าพูด ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว มันก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วโลกภายนอกมันเป็นอย่างนี้เว้ย มันโอเคนะที่เราจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาได้


ในความเป็นสถาปนิกของคุณมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ตัดสินใจซื้อรถมอเตอร์ไซค์สักคัน?

อันดับแรกคือความงาม ก็เหมือนผู้หญิงสวยเห็นแล้วเราก็ชอบ สองคือเรื่องของราคา สามคือประสิทธิภาพของมัน ผมเองจะไม่ซื้อรถที่การใช้งานซ้ำกัน เช่น คันนี้ซื้อสำหรับขี่ไปต่างจังหวัดไกลๆ คนเดียว คันนี้ขี่ทางที่ทุรกันดารหน่อย อีกคันขี่ต่างจังหวัดแต่มีคนซ้อน อีกคันขี่ในเมืองแบบคล่องตัว


การสะสมมีความหมาย หรือส่งพลังให้คุณอย่างไร?

ผมไม่ใช่นักสะสมนะ ผมแค่เก็บของบางอย่างที่ทำให้เรายังเห็นความงามบนโลก ความงามในของสะสมส่วนใหญ่อยู่ที่ความสอดคล้องครับ รถที่มีรูปลักษณ์สวยและมีเครื่องยนต์ที่ดี ถ้าทั้ง 2 องค์ประกอบนี้มันทำงานร่วมกันแล้วมันสอดคล้องกัน ผมคิดว่าอันนี้คือความงาม อย่างที่เห็นสงบเสงี่ยมที่มุมนั้น ก็ C125 หลักฐานชิ้นโบว์แดงของโลกมอเตอร์ไซค์คลาสสิก สำหรับผมแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์หรืองานออกแบบสักชิ้นนึง ถ้ามันเป็นงานที่ดีแล้ว มันจะอยู่เหนือกาลเวลา (Timeless) เอากลับมาดูเวลาไหนก็รู้สึกไม่เชย ซึ่งส่วนมากถ้ามันจะเกิดขึ้นกับเส้นสายหรือองค์ประกอบที่ดูเรียบง่าย ผมทำงานสถาปนิกผมบอกได้เลยว่า การออกแบบให้มันเรียบง่ายแม่งโคตรคิดเยอะ เป็นการออกแบบที่ซับซ้อนที่สุดแล้ว มันจะออกมาในหน้าตาที่ง่ายที่สุดเลย แต่มันจะอยู่ได้นาน อย่างที่ใครหลายคน อาจจะเรียกว่าเป็นงาน “มาสเตอร์พีซ”


แล้วโลกของการสะสมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ แผ่นเสียงไวนิล งานศิลปะ มันพาคุณไปเจออะไรบ้าง?

มันพาผมไปเจอผู้คนครับ อันนั้นสำคัญที่สุดเลย การที่ผมมีมอเตอร์ไซค์ก็เป็นโอกาสให้ผม ได้ออกไปขี่มอเตอร์ไซค์กับพี่ๆ น้องๆ ที่โรงเรียนเก่าที่ชอบขี่รถเหมือนกัน ปรกติเราก็สนิทสนมกันอยู่แล้ว ยิ่งไปขี่มอเตอร์ไซค์ยิ่งรักกัน เพราะระหว่างทางมันต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บางคนรถล้ม บางคนขี่หลง ก็ต้องช่วยเหลือกัน รับผิดชอบกัน ซึ่งผมว่าการช่วยเหลือกันของกลุ่มมันขาดหายไปในสังคมไทย มันไม่ได้สัมผัสบ่อยในสังคมเมือง



งานศิลปะมันก็พาผมไปรู้จักกับศิลปิน รู้จักกับคนที่รักงานศิลปะคล้ายๆ กันอีกเป็นร้อยคน ส่วนแผ่นเสียงนี่ก็พิเศษหน่อย คือนอกจากจะพาผมไปเจอคนที่ชอบแผ่นเสียงเหมือนกันแล้ว ก็ยังพาผมกลับไปในช่วงเวลาดีๆ ของชีวิต อัลบั้มที่ผมซื้อเก็บไว้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงที่ผมมีความทรงจำที่ดีกับมัน อาจจะเป็นช่วงเวลาเก่าๆ กับเพื่อนเก่าๆ ในยุค 80’s กับ 90’s ที่ผมเติบโตขึ้นมากับมัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีเสมอเวลาเราวางหัวเข็มไปบนร่องเสียงเหล่านั้นแล้วมันเปล่งทำนองของเพลงที่พาเราย้อนเวลากลับไปได้อย่าง มหัศจรรย์ สามารถสัมผัสได้ถึงชีวิตสดใสในวัยเยาว์ของเราได้อย่างเฉียบพลันทีเดียวฮะ

การแสวงหาความรู้ และการพัฒนาวงการออกแบบสร้างสรรค์ในวันที่โลกยังไม่ได้มีการค้นหาข้อมูลง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิก มันเป็นอย่างไร กว่าจะสร้างสรรค์งานสักชิ้น แล้วความแอนะล็อกของชีวิตช่วงนั้นมันหล่อหลอมอะไรในตัวคุณ?

สมัยผมเรียนที่อังกฤษนี่ โลกมันแตกต่างจากปัจจุบันมากนะครับ Internet ก็ยังไม่แพร่หลายด้วยซ้ำ การแสวงหาความรู้ที่ดีที่สุดคือการออกไปมี ‘ประสบการณ์’ ตรงในแหล่งความรู้ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในลอนดอนไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ร้านหนังสือ โรงละคร หรือแม้แต่การออกไปพูดคุยกับผู้คนในตลาดนัดช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ผมคิดว่าลอนดอนเป็นเมืองที่ละเอียดอ่อนมากในแง่มุมของการแสวงหาความรู้และรู้จักผู้คนในระดับประสบการณ์ และผมก็ใช้เวลาเหล่านั้นอย่างคุ้มค่าทีเดียว


เป้าหมายในงานสร้างสรรค์ (ที่เคยเชื่อ) ในวัยหนุ่ม และเป้าหมายในงานสร้างสรรค์ ในวัยนี้?

ในช่วงต้นๆ ของชีวิตผม ผมเคยเชื่อว่าเป้าหมายของการสร้างสรรค์ของผมนั้นต้อง เป็นเพื่อตัวเอง เพื่อชื่อเสียงของตัวเอง เพื่อฐานะของตัวเอง และผมก็มีความเครียดและความวิตกกังวลตลอดเวลาว่า เราจะไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นในวิธีที่ ‘ตัวเรา’ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ในวันนี้มุมมองผมเปลี่ยนไปหมดโดยสิ้นเชิง ผมไม่ได้สนใจในการสร้างงานเพื่อตัวผมแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสนใจมากกว่าว่าสิ่งที่ผมสร้างขึ้น มันจะสร้างความแตกต่าง (Making a Difference)
สำหรับตัวผมเอง ผู้อื่น และสังคมที่อยู่รอบๆ ตัวผมอย่างไรบ้าง และในวิธีใหม่ที่ผมสร้างงานของผมขึ้นนี่เองที่อนุญาตให้ผมมีความผ่อนคลายมากขึ้น ทำงานอย่างสนุกสนานและเบิกบาน และทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นกว่าที่ผมเคยทำได้อย่างมีความสุขขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ


การรวมกลุ่มสำคัญต่อผู้คน และเป้าหมายในงานสร้างสรรค์ของคุณยังไง?

ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนควรจะเจอกัน มันทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์ เพราะการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มมัน มีการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และรวมกันเป็นสังคม มันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นมนุษย์ แต่เมื่อโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไป ประชากรในโลกเยอะขึ้น จากที่เคยอยู่ใกล้กันก็อยู่ไกลกันมากขึ้น เราขาดพื้นที่ที่ทำให้คนมี Self - Expression ผมคิดว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็น อย่างที่ CUB House ผมชอบมากๆ ก็เป็นพื้นที่ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดพบปะคนคอเดียวกัน ความมีสีสัน มันทำให้ชีวิตในฐานะของการเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์ เสาร์อาทิตย์ตอนเลิกงาน คุณจะเห็นได้เลยว่าคนกรุงมองหาที่ที่พวกเขาจะสร้างประสบการณ์ หรือแม้แต่พูดคุย ไม่ช่แค่ในโลกโซเชียล กรุงเทพมหานคร มีสถานที่เหล่านี้น้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ในต่างประเทศมันทุกหัวมุมเลย ที่อังกฤษในอดีต สังคมของการขี่มอเตอร์ไซค์ ก็จะมีกลุ่มนักขี่วัยรุ่นที่เรียกว่า Cafe Racer ไปเจอกันที่ร้านกาแฟ แล้วก็ไปขี่รถต่อ วัฒนธรรมของร้านกาแฟกับมอเตอร์ไซค์มันเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่สมัย 70 - 80’s และถ้าพูดในมุมมองของการสร้างสรรค์ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ในฐานะความเป็นไปได้ที่รายล้อมด้วยบริบทการที่คนมาเจอกันก็คือบริบทอย่างนึง เราฟังคนอื่น เราพูดกับคนอื่นก็เป็นบริบท เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ มันจะถูกขับเคลื่อนได้อย่างมีพลังมากเวลาที่เรามาเจอกัน



ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่นักออกแบบผู้อยู่ในโลกของการสร้างสรรค์อันมีเอกลักษณ์คนนี้จะหลงใหล ‘ศิลปะของการใช้ชีวิต’ และไม่ว่าจะสนใจสิ่งไหนก่อนหลัง การที่เขาได้สัมผัสความอิสระและเติมเต็มความเป็นมนุษย์บนหลังมอเตอร์ไซค์คันโปรดพร้อมกับเป็นมุมสะท้อนของกันและกันของคนในสังคมพร้อมกับผู้คนรอบๆ ตัวเขาไปตลอด การเดินทางของชีวิตเขา นั่นต่างหากที่เป็นสาระสำคัญ

“I think that a community support has been disappearing from Thai society. We can hardly perceive it in an urban life.”